กลุ่มบริษัทบางจาก และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมสร้างก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและพลังงานของประเทศ ด้วยการให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน HEFA-SPK SAF ที่ผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดยกลุ่มบริษัทบางจากแก่เที่ยวบิน TG 409 เส้นทางกรุงเทพฯ–สิงคโปร์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สะท้อนความร่วมมือของสององค์กรไทยในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
สำหรับ HEFA-SPK SAF ที่ใช้กับเที่ยวบินดังกล่าว ผลิตจากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF 100% แบบ Stand Alone แห่งแรกของประเทศไทย ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ดำเนินการโดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตรต่อวัน ใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบ ภายใต้ระบบที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISCC CORSIA และ ISCC EU

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมี SAF เป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อตอบสนองต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดการใช้ SAF ที่ทยอยบังคับใช้ในหลายประเทศ ซึ่ง SAF ที่ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดประมาณร้อยละ 80 ตลอดวัฏจักรชีวิตเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยาน
แบบดั้งเดิม ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทบางจากและการบินไทยในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำ HEFA-SPK SAF ที่ผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกมาใช้กับสายการบินแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่อุตสาหกรรมการบินคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารจากหลายประเทศในฐานะสมาชิกของ World Economic Forum ซึ่งแม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความพร้อมและแนวทางแตกต่างกัน แต่ข้อคิดเห็นที่สอดคล้องกันคือ SAF จะเติบโตได้เมื่อการลงทุนของภาคเอกชนดำเนินไปพร้อมกับทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ ผู้ผลิตต้องมองเห็นความต้องการของตลาด ขณะที่ผู้ใช้ต้องมีความมั่นใจเรื่องปริมาณ ราคา และเงื่อนไขการใช้ SAF ซึ่งเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถวางแผนไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับประเทศไทย หากเรามีเป้าหมายและกรอบเวลาในการนำมาใช้ที่ชัดเจน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ และส่งเสริมการใช้ SAF ที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้น โดยกลุ่มบริษัทบางจากจะพัฒนาระบบนิเวศของ SAF อย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศ ตอบโจทย์การเติบโตของ GDP สร้างการจ้างงานและความยั่งยืน เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว”

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านการบิน หน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนสายการบินและพันธมิตรทุกฝ่าย การได้ร่วมใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ผลิตในประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานและการบินที่มีความเข้มแข็งพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบินสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

การจัดส่ง HEFA-SPK SAF จากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง สู่สนามบินสุวรรณภูมิ นำส่งผ่านระบบท่อส่งน้ำมันของบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (BPT) ไปยังคลังน้ำมันอากาศยานของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนเข้าสู่ระบบเติมเชื้อเพลิงอากาศยานตามมาตรฐานเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอากาศยาน ไปจนถึงการให้บริการแก่เที่ยวบินพาณิชย์ เพื่อสร้างระบบนิเวศการบินยั่งยืนให้กับประเทศไทย