เปิด 5 Big Rock กิจกรรม เร่งรัดการปฏิรูปด้านพลังงาน คณะกรรมการปฏิรูปฯ ด้านพลังงานผลักดันโครงการสู่รูปธรรมในปี 2565

21 กันยายน 2563 19.27 น.
อ่าน 1,241 ครั้ง
 
      คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานประกาศกิจกรรมปฏิรูปสำคัญที่เป็น Big Rock ด้านพลังงาน 5 กิจกรรม อาทิ เร่ง One Stop Service ด้านกำกับกิจการพลังงาน ปฏิรูปโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและ ก๊าซธรรมชาติ มุ่งพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ โดยจะผลักดันให้โครงการสำคัญด้านพลังงานเป็น รูปธรรมเร่งด่วนภายในปี 2565 หวังเพิ่มประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งภาคพลังงานในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ เกิดการลงทุน สร้างงานสร้างรายได้ สอดรับนโยบาย “พลังงานร่วมใจ รวมไทยสร้างชาติ”
 
      ดร.พรชัย รุจิประภา ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เปิดเผยว่าคณะกรรมการฯ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานีเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการปฏิรูปพลังงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะภายหลังการ ทบทวนผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ต่อภาคพลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 พบว่าความต้องการใช้ พลังงานลดลง ทั้งด้านการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง ทำให้ไทยมีปริมาณสำรองไฟฟ้าสูงขึ้น การใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าก็ลดลง ในด้านความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งก็ลดลง ส่งผลเป็น ลูกโซ่ไปยังราคารับซื้อพลังงานทดแทนที่สูงกว่าราคาเชื้อเพลิงหลัก
 
      โจทย์สำคัญของภาคพลังงานไทยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคง ไม่สงบและกำลังเป็นปัญหาต่อเนื่องไปทั่วโลก คือ การเข้าไปมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในภาคพลังงาน เพิ่มการลงทุน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ พร้อมๆ ไปกับการดูแลราคาพลังงานไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน “ให้นโยบายพลังงาน ลดเหลื่อมลำ และเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขัน” คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานจึงได้เสนอ 5 ประเด็นเร่งด่วน ที่เป็น Big Rock หรือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญและมีผลกระทบสูงต่อการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวผ่านการ เปลี่ยนแปลงในด้านพลังงานของไทย โดยจะเร่งโครงการส่วนใหญ่ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วภายในปี 2565
 
 
      สำหรับ 5 Big Rock ในการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้แก่ กิจกรรมการปฏิรูปที่ 1 การจัดตั้ง ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ด้านการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอน การอนุญาตที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน สนองเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขัน ปลดล็อคข้อจำกัดและขั้นตอนการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนด้านพลังงาน กิจกรรม การปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ (National Energy Information Center : NEIC) เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผน/การตัดสินใจเชิงนโยบาย และเป็นศูนย์กลางแหล่งข้อมูลด้านพลังงานที่ โปร่งใส แม่นยำ เชื่อถือได้ โดยมีการปรับปรุงเป้าหมายและกิจกรรมเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนขึ้น ได้แก่ การสร้าง Branding NEIC ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ผ่านการจัดตั้งกลไกกลั่นกรองข้อมูลที่เป็นระบบและมีรูปแบบสื่อสารที่เข้าใจง่าย เพื่อลดการบิดเบือนข้อมูล สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญผ่านกลไกผู้บริหารสารสนเทศระดับสูง (CIO) ร่วมกับพลังงานจังหวัด สื่อมวลชน และเครือข่าย Social ด้านพลังงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจ ข้อมูลด้านพลังงานได้อย่างถูกต้อง ลดความขัดแย้ง และนำมาซึ่งความเชื่อมั่นต่อนโยบายพลังงาน
 
      ทั้งนี้ เพื่อลดทอนผลกระทบ Covid-19 และภาระด้านการเงินการคลังประเทศ กิจกรรมการปฏิรูปที่ 3 การใช้มาตรการธุรกิจบริษัทจัดการพลังงาน ESCO ภาครัฐ จึงมีบทบาทสำคัญเพื่อเปลี่ยน “ค่าใช้จ่าย สาธารณูปโภค” เป็น “การจ้างเอกชนมาลงทุนด้านพลังงาน หมุนเวียนและอนุรักษ์พลังงานให้อาคารของรัฐ” ทำให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลและโรงเรียนของรัฐ สามารถนำผลประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นจริงมา จ่ายเป็นค่าบริการบริษัทจัดการพลังงาน ผ่านกลไกการรับประกันผลงานและตรวจวัดพิสูจน์ผลโดยบุคคลที่ 3 หรือ หน่วยงานให้การรับรอง (Third Party Audit) โดยมีกลุ่มเป้าหมายระยะแรกจำนวน 876 อาคารรัฐ คาดว่าจะช่วย ประหยัดพลังงานภาครัฐคิดเป็นมูลค่า 2,600 ล้านบาท/ปี ลดงบประมาณด้านซ่อมบำรุงและความเสี่ยงในการ จัดซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าและการติดตั้งเทคโนโลยีโซลาร์รูฟ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ ระบบ Censor เครื่องมือ/อุปกรณ์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อต่อยอดไปสู่ Smart Home/ Smart Building โดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ทำการประเมินว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยสร้างงานใหม่ (Green Job) ให้กับประเทศไทยไม่น้อยกว่า 37,500 ตำแหน่ง ในระยะ 10 ปีข้างหน้า
 
      ด้านการปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว ได้กำหนดให้มีกิจกรรมการปฏิรูปที่ 4 การพัฒนา อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระยะที่ 4 เพื่อสร้างฐานทางเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ทรัพยากรปิโตรเลียม ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับประชาชน จากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (New S-Curve) ซึ่งเป็นกลไก ขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 และกิจกรรมการปฏิรูปที่ 5 ปฏิรูปโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและ ก๊าซธรรมชาติ โดยปฏิรูปแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย PDP 2022 ทั้งในด้านการบริหารและ โครงสร้างราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อเพิ่มการแข่งขันและประสิทธิภาพในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าให้ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เปลี่ยนระบบการผลิตจากรวมศูนย์สู่กระจายศูนย์ แยกระบบส่งและศูนย์ ควบคุมระบบไฟฟ้าออกจากกิจการผลิตไฟฟ้า เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีทางเลือกมากขึ้น รวมทั้งการผลิตใช้เอง และขายเข้าระบบ พร้อมปฏิรูปการบริหารจัดการของ 3 การไฟฟ้าให้ประสานเชื่อมโยงแผนลงทุน และแผนปฏิบัติ การให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการปฏิรูปด้านก๊าซธรรมชาติจะต้องจัดหาก๊าซฯ ให้มีความต่อเนื่องไม่เกิดการ หยุดชะงักทั้งแหล่งอ่าวไทย และแหล่งอื่นๆ รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศเพื่อหาแหล่ง ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม นอกจากนี้จะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่เกี่ยวข้องให้ประเทศมีการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และกระจายตัวให้ประชาชนเข้าถึงได้มากที่สุด การนำเข้ามา ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในตลาดก๊าซธรรมชาติ สร้างโอกาสให้ประเทศเป็นศูนย์กลางซื้อขาย LNG ของภูมิภาค (Regional LNG Trading Hub)
 
      คณะกรรมการปฏิรูปฯ จะนำความเห็นจากทุกภาคส่วนนำไปปรับปรุงร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้าน พลังงาน ฉบับที่ 2 Big Rock ให้สมบูรณ์ก่อนนำเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างแผนปฏิรูปประเทศประมาณเดือนพฤศจิกายน 2563 และรายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบและประกาศ บังคับใช้ ต่อไป ทั้งนี้ ประชาชน และ ผู้สนใจสามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ได้ที่ Thaienergyreform2017@gmail.com หรือทางไปรษณีย์ถึง “สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน)” เลขที่ 962 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100 รายละเอียดเพิ่มเติม http://nscr.nesdb.go.th ภายในวันที่ 6 กันยายน 2563”
 
 

ข่าวพลังงาน อื่นๆ